ตอนนี้อยู่ที่ประเทศจีนมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนกับอีกสามวันเห็นจะได้ ความเป็นอยู่ที่ต้องปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมหรือไม่ว่าการใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนๆ คนที่เราไม่เคยได้มาสัมผัสความเป็นอยู่ร่วมกัน นิสัยใจคอ ก็ทำให้เราได้เรียนรู้ทุกอย่างที่ไม่เคยได้พบเจอได้มากขึ้น และสิ่งเหล่านี้ยังทำให้เราได้รู้จักตัวเอง รวมถึงความอดทน เสียสละหรือแม้แต่น้ำใจ หลายๆอย่างจะตรงนี้ทำให้เราปรับตัว และพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดี
ความเป็นตัวของตัวเองเป็นสิ่งที่ดีแต่เราควรเข้าใจว่าการกระทำที่เราแสดงออกนั้นดีหรือไม่ ควรรู้จักและเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่ดี บางอย่างที่เราทำลงไปก็อาจถูกตัดสินจากคนรอบข้าง
ไม่มีที่ไหนที่ไม่มีกลุ่ม หรือหมู่ คนทุกคนต่างต้องการที่จะอยู่ร่วมกัน ดั้งนั้นการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่จึงเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่าแต่ละคนที่มาอยู่ร่วมกันมีแนวคิด การใช้ชีวิตแบบใดกันบ้าง อย่างที่ใครๆเขาพูดกันว่าต่างพ่อต่างแม่ มาอยู่ด้วยกันแล้ว ความแปลกยากของแต่ละคนจะเข้ากันได้ไม่ได้
การใช้ชีวิตอยู่ที่นี้ก็ไม่ได้ดูแตกต่างจากเมืองไทยมากนัก เพราะเมืองที่อยู่ตอนนี้เจริญแล้ว มีห้างร้านที่ทั้งไฮโซ จนถึงแบกับดิน ก็คงเปรียบได้กับกรุงเทพบ้านเรา มหาวิทลัยที่ฉันมาเรียนนั้นก็ไม่ถึงกับเรียกได้ว่า 大学 เพราะเป็นใช้คำลงท้าย学院 แทน ที่นี้มีประตูทางเข้าออกอยู่สามทางด้วยกัน ประตูใหญ่ทางตะวันออกที่เป็นประตูหลักด้านถนนใหญ่ ประตูเล็กด้านหลังมหาลัย(จำไม่ได้แล้วว่ามีชื่อไหม) ส่วนอีกประตูคือประตูด้านตะวันตก ที่มีคนนักศึกษาเข้าออกกันทุกวัน ทุกเวลา เพราะเป็นประตูที่ออกไปสู่ถนนสามสายที่มีตลาด ร้านค้า ตลอดสองข้างทาง บรรยากาศดูเหมือนกันประตูน้ำขายเสื้อผ้าบ้านเรา เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจเลยที่หญิงสาวทั้งหลายต่างเดินตะลอนเดินช้อปปิ้งกันในยามค่ำคืน นอกจากเสื้อผ้าก็มีของกินอยู่หลายร้าน ร้านตัดผมหลายร้านที่ดูจะเป็นสีสัน ให้กับยามค่ำคืน ทั้งที่แต่ละร้านเปิดร้านกันตั้งแต่ตอน สิบโมงช่างตัดผมที่นี้ของย้ำว่าเป็นผู้ชายในสายตาของคนจีนอ่านะ แต่บางคนให้คนไทยอย่างเราดูคงไม่พ้นคำว่า หนุมหน้าหยกหรอก พอถึงสี่ทุ่มครี่งของที่นี้(สามทุ่มบ้านเรา) บางร้านก็ปิดทำการ แต่ก็ยังมีตลาดกลางคืนที่ออกมาตั้งบนถนน รวมไปถึงอาหารรอบดึก ที่กางโต๊ะตั้งกันเรียงราย ไม่มีความเงียบเหงาจากถนนสายนี้เลย เพราะมีแต่เสียงเพลงจากห้างร้านที่สร้างความบันเทิง เสียงเชิญชวนบรรดาลูกค้า และเสียงผู้คนรอบตัวที่พูดคุยกัน แน่นอนว่าความมืดก็ไม่มีเพราะแสงไฟที่เปิดยันโต้รุ่ง ไม่ต่างจากตลาดกลางคืนที่เมืองไทยสักเท่าไร

ถนนอีกสองสายก็เชื่อมต่อไปยังถนนอื่นอีก เส้นที่เรียกว่าเป็นสายกลางนั้นก็เชื่อมต่อไปยังมหาวิทยาลัยกวางซีและถนนเส้นหลัก บ่อยมากที่ฉันเดินเล่นอยู่บนถนนสายนี้เพราะมันเป็นการเดินเล่นที่ได้ออกกำลังกาย และได้เห็นการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่ มหาวิทยาลัยกวางซีเป็นมหาลัยที่ใหญ่มากที่สุดในกกวงาซี และเพราะความใหญ่ของมันฉันก็เคยหลงทางไปครั้งหนึ่ง ตึกเรียนที่ดูยิ่งใหญ่ ตั้งตระหงา อยู่ตรงหน้าประตูมหาวิทยาลัยก็ทำให้ใครหลายคนที่เห็น ต่างพากันชื่นชมถึงความใหญ่และสวยงามของที่นี้ ตกดึกลานหน้าตึกเรียนก็จะเป็นที่นั่งเล่นพักผ่อน รวมไปถึงการแสดงความสามารถ ฝึกซ้อมต่างๆ เช่น โรเลอร์สเกต ที่เมืองจีนทำให้ฉันรู้สึกถึงความร่มรื่นที่หาได้รอบตัวเพราะเขาให้ความสำคัญกับการพักผ่อน บรรยากาศรมรื่น ในมหาวิทยาลัยนั้นก็เปรียบเสมือนกับสวนสาธารณะ ที่สามารถเข้ามาเดินเล่น พักผ่อนหย่อนใจได้เสมอ
